นางวรางค์ ไชยวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด เปิดเผยว่า กรอบการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง Risk-Based Capital หรือ RBC ที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)จะเริ่มใช้ในปี 2554 คาดว่าจะส่งผลทำให้บริษัทประกันหลายแห่งต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน หันไปลงทุนในพันธบัตรมากขึ้น โดยในส่วนของไทยประกันชีวิตเอง คงต้องปรับเปลี่ยนการลงทุน เน้นพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และไม่กระทบการตั้งสำรองเงินกองทุน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรระยะยาวอยู่ 57.6% ที่เหลือลงทุนในตลาดอื่น เช่น เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ หุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ เอกชน รวมทั้งลงทุนในตลาดหุ้น และการให้กู้ยืม
"บริษัทฯคงต้องเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรให้มากขึ้น จำเป็นต้องดูภาวะอัตราดอกเบี้ยว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร หากดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจก็อาจจะลงทุนจำนวนมากได้ เช่น พันธบัตรอายุ 3-5 ปีให้ผลตอบแทนในระดับ 4% ขึ้นไป "
อย่างไรก็ตามหากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับอัตรดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเป็น 2% ภายในปีนี้ เชื่อว่า คงจะไม่ส่งผลทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น มากนัก เนื่องจากปริมาณความต้องการลงทุนของนักลงทุนสถานบันมีสูงมาก ทำให้ผลตอบแทนยังคงอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่พันธบัตรระยะสั้นกลับได้รับผลดี โดยผลตอบแทนขยับขึ้นมาก และน่าลงทุนมากกว่าพันธบัตรระยะยาว
นางวรางค์ยังกล่าวถึงผลการดำเนินงานในช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์(ขายผ่าน ธนาคาร) ว่า มีการปรับตัวลดลง เนื่องจากหมดสัญญากับพันธมิตรทางธุรกิจบางแห่ง โดยเบี้ยประกันครึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาณ 200-300 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ได้ปีสูงถึง 800-900 ล้านบาท จึงลดลงถึง 66%
ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า
No comments:
Post a Comment