Wednesday, March 30, 2011

คปภ. เตือนประชาชนทำประกันภัยรับมือแผ่นดินไหว

นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่าตามที่ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ริกเตอร์ โดยศูนย กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่แขวงเมืองพยาค รัฐฉาน สาธารณรัฐสหภาพพม่า ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนของไทย เมื่อเวลาประมาณ 20.55 น. ของวันที่ 24 มีนาคม 2554 ส่งผลให้หลายจังหวัดในภาคเหนือของไทยได้รับผลกระทบจากแรงสะเทือนดังกล่าว

สำนักงาน คปภ.ขอเรียนว่ามีกรมธรรม์ประกันภัยหลายประเภทที่ให้ความคุ้มครองภัยจากแผ่นดินไหว โดยมีความคุ้มครองหลัก ดังนี้

กรมธรรม์ ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) ให้ความความคุ้มครองค ามเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกทุกชนิด เช่น ภัยแผ่นดินไหว ภัยน้ำท่วม ภัยลมพายุ ภัยลูกเห็บ ซึ่งไม่ได้ระบุยกเว้นไว้

กรมธรรม์ ประกันอัคคีภัย ให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า แรงระเบิดของแก๊สที่ใช้สำหรับให้แสงสว่างหรือใช้ในที่อยู่อาศัย หรือภัยเพิ่มเติมอื่นๆ ซึ่ง สามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มได้ เช่น กรณีเกิดจากแผ่นดินไหว น้ำท่วม ลมพายุ เป็นต้น

กรมธรรม์ประกันภัยรถ ยนต์ภาคสมัครใจ (ประเภท 1) ให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถที่เอาประกันภัย ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยโดยไม่มีค่า สียหายส่วนแรก Deductible

ซึ่งหากทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสีย หาย จากเหตุการณ์ดังกล่าวขอให้ตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ท่าน ซื้อไว้ และรีบแจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อสำรวจความเสียหายโดยเร็ว

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ หากทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลไว้ก็จะได้รับความคุ้มครองตามสัญญาที่ระบุ ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงาน คปภ.ในพื้นที่ าคเหนือเร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการเร่งด่วน แล้ว อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นขอให้ประชาชนตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ซื้อไว้ ว่ามีความคุ้มครองอะไรบ้าง เนื่องจากปัจจุบันมักเกิดภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม บ่อยครั้งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนเป็น จำนวนมาก ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนซื้อประกันภัยรวมถึงความคุ้มครองเพิ่มเติมเพื่อช่วยแบ่งเบา ภาระทางการเงินของท่าน หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย เพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนประกันภัย 1186

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/prg/1117710

จัดอันดับประกันภัยที่น่าเชื่อถือสุด ปี 2011 or 2554

จากข้อมูล BrandAge 2011 Thailand's Most Admired Brand ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำผลการสำรวจความนิยม ซึ่งก็ยังได้รับความนิยมและติดตามอยู่ตลอดเวลา จากผู้บริโภต ลองมาดูกันว่า แบรนด์ ประกันภัย รายใด จะสามารถขยับอันดับ หรือมีการเปลี่ยแปลงแชมป์ ได้หรือเปล่า ลองมาดูกันครับ
อันดับที่                      ร้อยละ
1. วิริยะประกันภัย          46.62
2. สินมั่นคงประกันภัย    14.45
3. มิตรแท้ประกันภัย        7.46
4. กรุงเทพประกันภัย      6.76
5. ทิพยประกันภัย          4.90
6. ประกันคุ้มภัย            3.03
7. อาคเนย์ประกันภัย     2.10
8. LMG ประกันภัย        1.75
9. ธนชาติประกันภัย      1.63
9. ไทยประกันภัย         1.63
หมายเหตุ : ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้บริการประกันภัยที่เห็นด้วย

ที่มา ฺBrandAge ปี่ที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม 2554  http://www.brandage.com

บทวิเคราะห์ และความคิดเห็นเพิ่มเติม

แม้ว่าวิริยะจะได้รับการยอมรับว่าเป็นประกันภัยที่น่าเชื่อถือมากที่สุดติดต่อกันยาวนานมาก แต่ข้อมูลก็แสดงให้เห็นนัยสำคัญ ว่า มีจำนวนผู้ที่พึงพอใจลดลงจาก 48.91% จากปี 2010  มาเป็น 46.62% ในปี 2011 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าด้วยการแข่งขันและการให้บริการในบางเคส อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจในครั้งนี้ และเนื่องจากพื้นฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นในต่างจังหวัด ก็ทำให้วิริยะก็ยังครองแชมป์ไปอย่างดาย แต่ในอนาคตการแข่งขันก็มีสูงขึ้น คู่แข่งก็พยามทำการตลาดให้มีผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการบริการ ที่โดนใจมากยิ่งขึ้น แต่ที่น่ายินดีมาก ก็คือ มิตรแท้ประกันภัย ที่ขยับตัวขึ้น TOP 3 หลังจากที่เคยอยู่อันดับ 5 ในปี 2010 จาก 4.35% มาเป็น 7.46% ถือว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการให้บริการที่ดี เป็นที่พึงพอใจของลูกค้า มีการจัดทำผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่หลากหลายมากมาย และมีการขยายงานแบบระบบเครือข่าย ถือว่าได้ใจลูกค้ามากขึ้นทีเดียว

สำหรับหลายๆ บริษัทที่ท่านรู้จักดี แต่ไม่ได้ปรากฎในที่นี้ เนื่องด้วยการจัดอันความน่าเชื่อถือ เพียง 10 อันดับ และไม่เกี่ยวข้องกับยอดขายสินค้าประกันภัย หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าบริษัทหลายบริษัทมีปริมาณยอดขาย ทั้งประเภท non-motor insurance และ motor insurance (ประกันภัยรถยนต์) อยู่ในอันดับ 1-10 ทำไม ไม่อยู่ใน ณ ที่นี้ ก็ไม่ต้องสงสัยนะครับ เพราะเป็นการจัดอันดับคนละประภทกัน แต่ในปีนี้ และปีหน้า 2012 ผมคาดการณ์ว่า คงจะมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นแน่นอน  ทั้งในเรื่องของราคา ผลิตภัณฑ์ (ความคุ้มครอง ความหลากหลาย) การบริการ เทคโนโลยี ช่องทางการตลาด และการเพิ่มเงินทุน หรือการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งการแข่งขันในอนาคต เพื่อรองรับ ASEAN ONE หรือ ASEAN Economics Community : AEC อันใกล้นี้

ข้อมูลประกันภัยรถยนต์ดีๆ ติดตามได้ที่ www.saveprakan.com



Tuesday, March 1, 2011

ประกันชีวิตไทยแนวโน้มมีเสถียรภาพ

ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่าอุตสาหกรรมประกันชีวิตมีแนวโน้มมีเสถียรภาพ เนื่องจากการคาดการณ์ว่าการเติบโตของเบี้ยประกันน่าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือประกันชีวิตผ่านธนาคารและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ เพิ่มมากขึ้น และการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของผลกำไรและสถานะเงินกองทุนของบริษัท ประกันชีวิต
โตอย่างต่อเนื่อง
ข่าวเศรษฐกิจ ThaiPR.net -- อังคารที่ 1 มีนาคม 2554 14:14:12 น.
กรุงเทพฯ--1 มี.ค.--ฟิทช์ เรทติ้งส์

ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่าอุตสาหกรรมประกันชีวิตมีแนวโน้มมีเสถียรภาพ เนื่องจากการคาดการณ์ว่าการเติบโตของเบี้ยประกันน่าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือประกันชีวิตผ่านธนาคารและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ เพิ่มมากขึ้น และการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของผลกำไรและสถานะเงินกองทุนของบริษัท ประกันชีวิต

ในรายงานพิเศษที่มีการเผยแพร่ ฟิทช์กล่าวว่าเบี้ยประกันชีวิตมีอัตราการเติบโตถึง 14% จากปีก่อนมาอยู่ที่ 296 พันล้านบาทในปี 2553 แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ที่ส่งผลให้ธุรกิจเกิดการหยุดชะงักในระยะสั้น การเติบโตของเบี้ยประกันมีสาเหตุหลักมาจากการที่ตลาดประกันชีวิตผ่านธนาคาร มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ถือกรมธรรม์มีเพิ่มขึ้น ฟิทช์คาดว่าเบี้ยประกันจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2554 และจะยังคงจะเห็นผลิตภัณฑ์และช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งผลตอบแทนการลงทุนที่ดีขึ้นและการควมคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้บริษัทประกันชีวิตเผชิญกับการ แข่งขันจากผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนอื่นๆ แต่ผลกระทบน่าจะเป็นในเรื่องของการที่อัตราการเติบโตของธุรกิจใหม่อาจจะปรับ ตัวลดลง มากกว่าที่จะเห็นการเวนคืนกรมธรรม์ที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ฟิทช์ ยังคาดว่าบริษัทประกันชีวิตไทยจะสามารถรักษาผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้ ในระยะปานกลาง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่คาดว่าน่าจะสูงขึ้นจากการที่อัตรา ดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น “แม้ว่าความผันผวนของตลาดหุ้นจะเป็นความเสี่ยง แต่บริษัทประกันมีการลงทุนในตราสารหุ้นในสัดส่วนที่จำกัด เนื่องจากข้อกำหนดที่เข้มงวด” นฤมล ชาญชนะวิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดอันดับเครดิตบริษัทประกันในเอเชียแปซิฟิค กล่าว ในระยะยาวการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างๆน่าจะทำให้สถานะทางการเงินของบริษัท ประกันชีวิตปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น โดยการนำหลักการการดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Risk-based capital framework) มาใช้ในปี 2554 น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมเนื่องจากจะช่วยให้มีการบริหารความเสี่ยง ที่ดีขึ้น มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่มีความโปร่งใสมากขึ้น และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนจะสะท้อนความเสี่ยงที่ดีขึ้น ในด้านค่าใช้จ่าย บริษัทประกันชีวิตไทยได้แสดงให้เห็นถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการขายและการ ดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไปอย่างตอเนื่อง เนื่องจากความหลากหลายของช่องทางการจำหน่าย

ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจที่อาจปรับตัวอ่อนแอลง และอัตราเงินเฟ้อที่อาจจะสูงกว่าที่คาดการณ์ อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันในระดับที่เห็นใน 3 ปีที่ผ่านมาอาจจะปรับตัวลดลงหากเศรษฐกิจชะลอตัวลง นอกจากนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัย เสี่ยง เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและแผนการลงทุนของบริษัทประกันได้

ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/1098910

ไทยสมุทรประกันชีวิต ชูคอนเซปท์ปี 2554 “Big Year” หวังเบี้ยเติบโต 25%

ไทยสมุทรประกันชีวิต ชูคอนเซปท์ปี 2554 “Big Year” หวังเบี้ยเติบโต 25%รุกหนักขยายฐานเร่งสร้างตัวแทนรุ่นใหม่ พร้อมกิจกรรมและผลิตภัณฑ์เจาะตลาดต่อเนื่องพร้อมยึดฐานใหญ่รากหญ้าเหนียว แน่น ย้ำแบรนด์ “เพื่อนคู่ชีวิต...ตลอดไป”

บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด เพื่อนคู่ชีวิต...ตลอดไป ชูคอนเซปท์ปี 2554 กับแนวคิด “Big Year” ตั้งเป้าเบี้ยปีแรกช่องทางตัวแทนเติบโต 25 เปอร์เซนต์ หรือกว่า 3,500 ล้านบาท รุกสร้างตัวแทนรุ่นใหม่ทั่วประเทศเพิ่ม 4,500 คน พร้อมจัดกิจกรรมการตลาดและนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เข้มข้น และหลากหลายยิ่งขึ้น เน้นยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เดินหน้าตอกย้าภาพลักษณ์ของการเป็นบริษัทประกันชีวิตที่พร้อมดูแลและเป็น “เพื่อนคู่ชีวิต...ตลอดไป” ของลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมรักษาฐานลูกค้ารากหญ้าขนาดใหญ่อย่างเหนียวแน่น

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้ทำการรีแบรนด์ภาพลักษณ์ของไทยสมุทรฯ ให้มีความเป็นแบรนด์ของบริษัทประกันชีวิตที่ มีความทันสมัยที่พร้อมตอบสนอง ผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันยังรักษาฐานลูกค้าหลักระดับรากหญ้าอย่างเหนียวแน่นตั้งแต่ปี 2552 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เห็นได้จากการที่กลุ่มลูกค้ารวมถึงผู้บริโภคทั่วไปสามารถจดจำแบรนด์ที่มีภาพ ลักษณ์ใหม่ได้มากขึ้น อีกทั้งฐานลูกค้ามีการขยายเข้าสู่กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่มากขึ้นเช่นกัน

ใน ปี 2554 บริษัทมีกลยุทธ์ที่จะขยายการสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ของไทยสมุทรฯ ให้เป็นแบรนด์ที่ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิมและพร้อมจะตอบสนองลูกค้าทั้งกลุ่มคน รุ่นใหม่และลูกค้าดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น ด้วยการรุกดำเนินงานในด้านต่างๆ ทั้งการจัดคาราวานเดินทางไปรับสมัครตัวแทนรุ่นใหม่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ การปรับรูปแบบสาขาให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ การเปิดสำนักงานตัวแทน การจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มคนทำงานและนักศึกษามากขึ้น และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลาย

สำหรับการจัดกิจกรรมคาราวาน รับสมัครตัวแทนรุ่นใหม่ เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาระดับปวช.ขึ้นไป อายุระหว่าง 25 — 35 ปี เพื่อที่จะสามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจธุรกิจการเงินและการ ประกันชีวิต ทั้งนี้ กิจกรรมคาราวานรับสมัครตัวแทนรุ่นใหม่นี้ จะเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อรับสมัครตัวแทนจนถึงเดือนมีนาคม 2554 โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มตัวแทนในปีนี้จำนวน 4,500 คนจากปัจจุบันที่มีมากกว่า 13,000 คน

นอกจากนี้ เพื่อให้ตัวแทนรุ่นใหม่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจรวมทั้งตัวแทนรุ่น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาความรู้และทักษะ ไทยสมุทรได้จัดหลักสูตรทักษะการขาย การสร้างและบริหารทีม พร้อมหลักสูตรพิเศษกว่า 10 หลักสูตร เพื่อเจาะลึกผลิตภัณฑ์ โดยใช้ศูนย์อบรมไทยสมุทร เขาใหญ่ เป็นศูนย์อบรมหลัก รวมทั้งลงพื้นที่ทั้ง 12 ภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน สามารถให้คำปรึกษาการวางแผนทางการเงินให้กับลูกค้า เน้นย้ำการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดทักษะ มีความเชี่ยวชาญ และยึดหลักจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด เพื่อมุ่งสู่การเป็นตัวแทนมืออาชีพอย่างแท้จริงที่สามารถตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าได้อย่างสูงสุด

สำหรับการปรับปรุงสำนักงานสาขาและห้อง ประชุมในปีที่ผ่านมาได้ปรับปรุงไป แล้วจำนวน 11 แห่ง และมีเป้าหมายในปี 2554 ที่จะปรับปรุงเพิ่มอีกจำนวน 30 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งการเปิดสำนักงานตัวแทนที่มีการปรับภาพลักษณ์ใหม่ภายในไตรมาส 2 อีกหลายแห่งโดยกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เพื่อสนับสนุนตัวแทนที่มีศักยภาพ มีความตั้งใจในการทำงาน มีจำนวนทีมงานและลูกค้าที่แข็งแกร่งเพียงพอ โดยจะเน้นการเปิดสำนักงานตัวแทนในแหล่งชุมชน เพื่อให้ตัวแทนสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ขณะที่ลูกค้าสามารถเดินทางมารับการบริการได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สำนักงานตัวแทนยังจะสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการดำเนินงานในด้านต่างๆ ของชุมชนในพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นบริษัทประกันชีวิตของชุมชนได้ อย่างแท้จริง ทั้งนี้ สำนักงานตัวแทนทุกแห่งจะจัดให้มีมาตรฐานการบริการและรูปแบบการตกแต่งเดียว กันทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปรับภาพลักษณ์สาขาของไทยสมุทรฯ เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีความทันสมัย

สำหรับการ สื่อสารการตลาด ไทยสมุทรฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมโฆษณาประชาสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นจากปีที่ แล้ว โดยเน้นการสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ส่วนกลางและท้องถิ่น และสื่อวิทยุ นอกจากนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าจัดกิจกรรมที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องจากปี ที่แล้ว ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มคนทำงานและนักศึกษามหาวิทยาลัย โดยร่วมกับค่ายจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จัดทำมิวสิควิดีโอเพลงเพื่อนคู่ชีวิต ในเวอร์ชั่นที่ขับร้องโดย เตชินท์ ชยุติ บริษัทฯ ยังได้เน้นการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่ง เสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อาทิ งานประกันภัยสัญจร งานสัปดาห์ประกันภัย เป็นต้น กิจกรรมกระตุ้นยอดขายทั้งภายในและภายนอก และกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เข้าถึงผู้บริโภคในระดับชุมชน และการรุกจัดทำกิจกรรมเพื่อสังคมเพื่อตอบแทนความเป็นเพื่อนคู่ชีวิตอย่างแท้ จริง
ด้านผลประกอบการในปี 2553 และเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2554 มีรายละเอียดดังนี้
หน่วย : ล้านบาท
ปี 2553   เติบโต   ปี 2554  เติบโต
เบี้ยปีแรก  2,861   16.2 %  3,577   25.0 %
เบี้ยรวม   11,608  8.1 %   13,142  13.2 %

สำหรับภาพรวมของธุรกิจประกันชีวิตใน ปี 2554 นางนุสราฯ คาดว่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องประมาณ 15 เปอร์เซนต์ จากปีที่แล้วที่ขยายตัว 14.3 เปอร์เซนต์ อันเนื่องมาจากปัจจัยบวกหลายประการ อาทิ บริษัทประกันชีวิตต่างๆ ยังคงมีการแข่งขันกันพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบต่างๆ ออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ มาตรการส่งเสริมด้านภาษีของภาครัฐที่มีการเพิ่มค่าลดหย่อนดอกเบี้ยประกันภัย จากการประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งส่งผลให้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์บำนาญในรูปแบบต่างๆ มากมาย การแข่งขันพัฒนาและเสริมศักยภาพการขายผ่านช่องทางธนาคารและตัวแทน การนำอัตราเบี้ยมรณะใหม่มาใช้ในช่วงกลางปี 2554 ซึ่งจะทำให้เบี้ยประกันชีวิตลดลงโดยเฉพาะเพศหญิงและจะส่งผลให้ประชาชนหันมา ออมเงินผ่านการประกันชีวิตมากขึ้น และการส่งเสริมของคปภ.ในการขยายตลาดเข้าสู่กลุ่มรากหญ้ามากขึ้น รวมถึงพื้นที่ในต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันชีวิตและ ไม่ควรละเลยคือค่าครอง ชีพที่สูงขึ้นในปัจจุบันและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังของผู้บริโภคเนื่องจาก ปัจจัยจากราคาน้ำมันและสถานการณ์ทางการเมือง
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม :
ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร Verve
บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด คุณวงจันทร์ ตั้งทรงศักดิ์ (จันทร์)
คุณอดิศักดิ์ ศรีจันทร์ (ต่อ) โทร. 02-204-8221 หรือ
โทร. 02-261-2300 ต่อ 1627
คุณนิธิดา อัศวนิพนธ์ (นิด้า) โทร. 02-204-8226

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/prg/1098944

เมืองไทยประกันภัยโชว์ผลดำเนินงานปี 53 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 53%

กรุงเทพฯ--1 มี.ค.--เมืองไทยประกันภัย

“เมืองไทยประกันภัย” สุดปลื้มผลการดำเนินงานปี53 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 53 % เบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 4,925 ล้านบาท พร้อมหวังกวาดเบี้ย ปี 54 มากถึง 5,300 ล้านบาท เน้นขยายทุกช่องทางการขาย พร้อมมุ่งเน้นการบริการที่เต็มศักยภาพ นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด(มหาชน) เปิดเผย ผลการดำเนินงานของปี 2553 ว่า บริษัทฯ มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 393.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 136 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 53 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 โดยบริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 4,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 374 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8 จากปีก่อน โดยเป็นผลมาจากการขยายช่องทางการขายของงานประกันภัยทั่วไปทั้งด้านรถยนต์และ ประกันภัยอื่น โดยมีเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้น 266 ล้านบาทหรือ 8%

นอกจากนี้บริษัทฯ มีรายได้และผลกำไรจากการลงทุนในหลักทรัพย์รวม 311 ล้านบาทซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากปีที่แล้วคิดเป็นร้อยละ 73 ด้านค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนประมาณ ร้อยละ 5 และกำไรจากการรับประกันภัย 1,256 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 1,146 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 20 มีกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 430.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 136 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 53

“สำหรับในปี 2554 นี้ บริษัทตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันรับตรงอยู่ที่ 15% หรือ ประมาณ 2 เท่าของธุรกิจ คิดเป็นเบี้ยประกันภัยภัยรับตรง 5,325 ล้านบาท ยังคงเป็นบริษัท Top 5 ของธุรกิจประกันวินาศภัย โดยเป็นเบี้ยประกันภัย (Motor) 2,325 ล้านบาท และเป็นเบี้ยประกันภัย (Non-Motor) 3,000 ล้านบาท “ นางนวลพรรณ กล่าวเพิ่มเติม แถลงผลประกอบการ 53 และนโยบายปี 54 (1/3)
นางนวลพรรณ กล่าวต่อว่า ในปี 2554 นี้ บริษัทฯมีแผนงานหลัก ได้แก่ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัทฯมีแผนงานดังต่อไปนี้

- การขายผ่านช่องทางธนาคาร (KBancassurance) ยังเป็นช่องทางที่สามารถเพิ่มโอกาสในการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้แก่ฐานลูกค้าของธนาคารได้อย่างสม่ำเสมอ มีการวางเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 14% โดยผลิตภัณฑ์ที่เป็นเป้าหมายยังคงเป็น ประกันภัย PA ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ในกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่น เด็ก ที่ยังต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา นอกจากนั้น ยังวางเป้าหมายการเติบโตในประกันภัย Marine ผ่านช่องทางฐานลูกค้าธนาคารด้วย

-  การขายช่องทางตัวแทน บริษัทมีการวางการเติบโตในช่องทางตัวแทนที่ประมาณ 16% โดยมุ่งเน้นการเติบโตในประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 และประกันภัยรถยนต์ประเภท Package ต่างๆ เนื่องจากช่องทางนี้ ยังมีการทำกำไรได้ค่อนข้างดี วางเป้าหมายในการขยายงานผ่านช่องทางตัวแทน โดยมีเป้าหมายในการเปิดสำนักงานตัวแทนเพิ่มทั่วประเทศอีก จำนวน 50 แห่งรวมเป็น 367 แห่ง นอกจากนี้บริษัทยังมีตัวแทนทั่วไป จำนวน 3,500 รายที่จะคอยให้บริการแก่ลูกค้าทั่วประเทศ

-  พันธมิตรกลุ่มรถยนต์ การขยายตัวทางด้านประกันรถยนต์ที่สำคัญอีกช่องทางหนึ่งคือ Motor Partners ซึ่งจะดูแลพันธมิตรที่เป็น ดีลเลอร์และ ลิสซิ่ง ชั้นนำหลายแห่งที่เป็นพันธมิตรที่สำคัญ

-  บริษัทยังมีแผนในการเพิ่มพันธมิตรใหม่ๆ รวมทั้งเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ในพันธมิตรที่มีอยู่ เช่น การเพิ่มผลิตภัณฑ์ในโครงการ Central Smart insure ที่เป็นไปตาม Lifestyle ของลูกค้า

ด้านการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อรองรับการเติบโต บริษัทยังมีการขยายจำนวนศูนย์บริการ โดยตั้งเป้าหมายจะเปิดสาขาเพิ่มเติมอีกจำนวน 8 แห่ง เป็นการเพิ่มจุดบริการ ไปยังภูมิภาคที่สำคัญในจังหวัดต่างๆที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ อันได้แก่ หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์),ภูเก็ต,สุราษฎร์ธานี ,นครศรีธรรมราช,สมุทรสงคราม,เชียงราย,สระบุรี และสกลนคร เพื่อการให้บริการที่ดีขึ้นไปสู่ลูกค้า และคู่ค้าของบริษัท รวมถึงการสร้างการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ดียิ่งขึ้น

ด้านการบริหารจัดการภายใน ทั้งนี้ ในด้านการบริหารจัดการนั้น บริษัทได้นำระบบ Front-end IT system มาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการดำเนินโครงการ Small Group Activity เพื่อสร้างการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ลดน้องลง พร้อมทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อีกด้วย
แถลงผลประกอบการ 53 และนโยบายปี 54 (2/3)

นอกจากนั้น บริษัทมีการปรับปรุงการรับประกันภัยต่อให้รองรับความเสี่ยงภัยต่างๆ โดยเฉพาะภัยธรรมชาติให้มากขึ้น เนื่องจากการเกิดอุบัติภัยทั้งในประเทศและทั่วโลก เริ่มมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น

โดยยังกำหนดบริษัทรับประกันภัยต่อที่มี Credit Rating A ขึ้นไป เพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับ RBC ที่กำลังจะเริ่มใช้ในปีนี้ด้วย ทั้งนี้ บริษัทได้มีการเข้าร่วมในกลุ่มบริษัทที่ คปภ. ดำเนินการทดลองหลักเกณฑ์ RBC อยู่แล้ว และของเมืองไทยประกันภัยมีเงินกองทุนที่เพียงพอสูงกว่าที่กำหนด

ด้านทรัพยากรบุคคล บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางด้านศักยภาพของพนักงาน และความเป็นมืออาชีพในการให้ส่งมอบการบริการที่ดีสู่ลูกค้า โดยยึดค่านิยมขององค์กร “SPIRIT” ที่เน้นการสร้างผ่านกิจกรรมในองค์กร โดยในปีนี้ถือว่าเป็นปีที่เราจะมุ่งเน้นการสร้าง“SPIRIT”ให้เกิดขึ้นใน องค์กร ซึ่งถือเป็นปีแรกที่เราเริ่มต้นอย่างจริงจัง เพื่อสร้างค่านิยมทั้ง 6 อักษรนี้ ให้เข้าถึงการดำเนินงานของพนักงานทุกคนจนกลายเป็นค่านิยม โดยเน้นการพัฒนาเป็นระยะเวลา 3 ปีต่อเนื่อง

นางนวลพรรณ กล่าวในตอนท้ายว่า “ ผลการดำเนินงานประจำปี 2553 ของบริษัทฯ เป็นผลมาจากบริษัทฯได้ขยายช่องทางและสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับ พันธมิตรธุรกิจ ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ทำให้สามารถเพิ่มยอดเบี้ยประกันภัยได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทฯยังมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการให้บริการให้มีประสิทธิภาพมาก รวมทั้งการนำระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลางมาใช้ การพัฒนาบุคคลากรของบริษัทฯอย่างต่อเนื่อง และการจัดกิจกรรมเพื่อตอบสนองคืนสู่สังคม ซึ่งบริษัทฯจะดำเนินการเช่นนี้ตลอดไป ”
ส่วนโฆษณาประชาสัมพันธ์ / ฝ่ายสื่อสารองค์กร
นายเกริกไกร วิทยาสงเคราะห์ (เจ๋ง) โทร. 02-6654000# 4193
น.ส.กาญจนา ภู่ระหงษ์ (ปุ๊) โทร. 02-6654000# 4261

ที่มาของข้อมูลดีๆ : http://www.ryt9.com/s/prg/1099084

Sunday, February 27, 2011

การต่อภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

ยื่นล่วงหน้าก่อนวันครบกำหนดเสียภาษีได้ไม่เกิน 3 เดือน และเจ้าของรถสามารถยื่นเสียภาษีได้ ณ สถานที่ ดังต่อไปนี้
1. รถที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร
    1.1 สำนักทะเบียนและภาษีรถ หรือสำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ได้ทุกแห่งในเขตกรุงเทพมหานคร
    1.2 ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในเขตกรุงเทพมหานคร
    1.3 สำนักงานเขตทุกเขตและศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
    1.4 ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขทั่วประเทศ

2. รถที่จดทะเบียนในเขตจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร
    2.1 สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขาที่รถนั้นจดทะเบียนไว้
    2.2 ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขทั่วประเทศ

ประเภทรถที่รับเสียภาษี
    รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน  (รย.1)
    รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน  (รย.2)
    รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล  (รย.3)
    รถจักรยานยนต์  (รย.12)

หลักฐานที่ใช้
    1. ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
    2. หลักฐานการเอาประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535  ที่ยังไม่สิ้นอายุ
    3. ใบรับรองการตรวจสภาพรถ (สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน  หรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่จดทะเบียนมาแล้วตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป  หรือรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนมาแล้วตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป)

สำหรับกรณี ที่ต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม
- กรณีมีการแจ้งเปลี่ยนสี, เปลี่ยนเครื่อง ต้องมีใบเสร็จมาประกอบการแก้ไข และต้องนำรถมาตรวจสภาพด้วย
- รถติดตั้งก๊าซ LPG, NGV ใช้ใบรับรอบการตรสจ และทดสอบการติดตั้งส่วนควบ และอุปกรณ์สำหรับรถที่ใช้ก๊าซ ต้องนำรถมาตรวจสภาพด้วย
- ถ้าในเล่มทะเบียนบันทึกติดตั้งก๊าซ NGV แล้ว การต่อภาษีประจำปี ต้องมีใบรับรองวิศวกรประกอบการต่อภาษีด้วย
- รถที่ค้างชำระภาษีประจำปีติดต่อกันครบ 3 ปี ให้นำแผ่นป้ายทะเบียนมาคืน และนำรถมาตรวจสถาพตอนจดทะเบียนใหม่

เงื่อนไข
    1. เป็นรถที่ไม่มีภาษีค้างชำระหรือมีภาษีค้างชำระไม่เกิน 1 ปี หรือมีภาษีค้างชำระเกิน 1 ปี ที่นายทะเบียนได้ประกาศยกเว้นการตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี
    2. ยื่นขอเสียภาษีประจำปีล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือน ก่อนวันครบกำหนดเสียภาษี เว้นแต่รถที่มีภาษีค้างชำระให้ยื่นได้ทันที


ขั้นตอนการดำเนินการ
1. ยื่นคำขอพร้อมหลักฐาน
2. ชำระค่าภาษี และรับใบเสร็จรับเงิน เครื่องหมายแสดงการเสียภาษี และใบคู่มือจดทะเบียนรถ

วิธี คิดคำนวณภาษีของรถประเภทต่างๆ ว่ามีขั้นตอนการคิดเช่นไร พร้อมบัญชีอัตราภาษีรถตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาดูประกอบตัวอย่างการคิดคำนวณนะครับ

รย.1 บุคคลธรรมดา คิดตาม cc รถ
Step ที่ 1  คือ 1 - 600  cc       คูณ 0.5         = Tax
Step ที่ 2  คือ 601 - 1,799 cc คูณ 1.5         = Tax
Step ที่ 3  คือ 1,800 cc ขี้นไป  คูณ 4            = Tax

ลบด้วย

อายุรถยนต์  (ส่วนลด)
ปีที่ 6 ลด 10 %
ปีที่ 7 ลด 20 %
ปีที่ 8 ลด 30 %
ปีที่ 9 ลด 40%
ปีที่ 10 ขี้นไป ลด 50 %

รย. 2 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน
ถ้าน้ำหนักรถไม่เกิน 1,800 คำนวนภาษี 1,300 บาท
ถ้าน้ำหนักรถ   เกิน 1,800 คำนวนภาษี 1,600 บาท

รย. 3 รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (เก็บตามน้ำหนักรถ (กิโลกรัม) * ไม่มีส่วนลด *
501- 750      = 450 บาท
751 - 1000   = 600 บาท
1001 - 1250 = 750 บาท
1251 - 1500 = 900 บาท
1501 - 1750 = 1,050 บาท
1751 - 2000 = 1,350 บาท
2001 - 2500 = 1,650 บาท


การคำนวณภาษี กรณีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1) BMW 330 เครื่องยนต์ 2,979 cc ปีจดทะเบียน 2548 (2005)

วิธีคิด ตัวอย่าง
รถยนต์ ยี่ห้อ BMW  รุ่น 330    เครื่องยนต์ 2,979 cc  คิด
1. 600 cc แรก cc ละ 0.5 บาท     = 600x0.5 = 300 บาท
2. 601-1800 cc ละ 1.50 บาท    = (1,800-600) = 1200 x 1.50 = 1,800 บาท
3. เกิน 1800 cc ละ 4 บาท          = (2,979 - 1,800) x 4 = 1179 x 4.00 = 4716 บาท

รวมค่าภาษี
รวมทั้งหมด 300+1,800+4,716 บาท      = 6,816  บาท
ค่าภาษี ในระหว่าง ปีที่ 1 จนถึงปีที่ 5          = 6,816  บาท
ปีที่ 6 ได้รับส่วนลดค่าภาษี 10%              = 6,816 บาท – 681.6

                                                  = 6,134.4 บาท

ต่อภาษีติดต่อได้ที่ http://www.saveprakan.com/insurance/to-tax/free-annual-cartax.html 


ติดต่อประกันภัยรถยนต์  ได้ที่นี่

ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ-พรบ

ทำไมกฎหมายต้องบังคับให้ทำประกันภัยรถยนต์ตาม พ.ร.บ.

          การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์

               1. เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาด เจ็บ/เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต
               2. เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ
               3. เป็นสวัสดิสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เพราะเหตุประสบภัยจากรถ
               4. ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

   รถประเภทใดที่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.

          รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้แก่รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร ที่เจ้าของมีไว้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ ไม่ว่ารถ
ดังกล่าวจะเดินด้วยกำลัง เครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ
          ดังนั้น การที่มีรถบางประเภท กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียน แต่หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่นแล้วก็จัดเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.


   รถประเภทใดที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.
          พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ  กำหนดประเภทรถที่ไม่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ไว้ดังนี้

               1. รถสำหรับเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
               2. รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียน และมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด
               3. รถของกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการต่าง ๆ รถยนต์ทหาร
               4. รถของหน่วยงานธุรการขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานธุรการ ที่เป็นอิสระขององค์กรใด ๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

   ใครมีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ/โทษการไม่ทำประกันภัย
          ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ ได้แก่ เจ้าของรถผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อรถ และผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศ
          การฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการทำประกันภัยรถ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กำหนดให้ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท


   ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.
          ผู้ประสบภัย อันได้แก่ ประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสารคนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถ ก็จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้
          ทายาทของผู้ประสบภัยข้างต้น กรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต

   ผู้มีหน้าที่รับประกันภัย/โทษของการไม่รับประกันภัย
          ผู้มีหน้าที่ต้องรับประกันภัย คือ บริษัทประกันวินาศภัยที่รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันภัยรถ ประชาชนสามารถทำประกันภัยรถ พ.ร.บ. ได้ที่บริษัทประกันภัยข้างต้นรวมถึงสาขาของบริษัทนั้น ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมี บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ที่รับประกันภัยเฉพาะรถจักรยานยนต์ มีสาขาให้บริการทั่วประเทศ
          บริษัทใดฝ่าฝืนไม่รับประกันภัยรถตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง ฯ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 25,000 บาท


   ความคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.
          ผู้ประสบภัย จะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ เป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับแต่บริษัทได้รับคำร้องขอ ค่าเสียหาย ดังกล่าว เรียกว่า “ค่าเสียหายเบื้องต้น” โดยมีจำนวนเงิน ดังนี้

          กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
          กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา)
          กรณีเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาล จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท


   ค่าเสียหายส่วนเกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น
          เป็นค่าเสียหายที่บริษัทจะชดใช้ให้ภายหลังจากที่มีการพิสูจน์ความรับผิดตาม กฎหมายแล้ว โดยบริษัทที่รับประกันภัยรถที่เป็นฝ่ายผิด ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัย/ทายาทผู้ประสบภัย เมื่อรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นที่ผู้ประสบภัย/ทายาทได้รับแล้ว เป็นดังนี้

          กรณีบาดเจ็บ เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามความเป็นจริงไม่เกิน 50,000 บาท
           กรณีเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ จำนวน 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) ไม่ว่าจะมีการรักษาพยาบาลหรือไม่


   รถ 2 คัน ชนกัน ผู้ประสบภัยเป็นผู้โดยสาร พ.ร.บ. คุ้มครองเท่าใด
          กรณีรถตั้งแต่ 2 คัน ขึ้นไป ชนกัน ต่างฝ่ายต่างมีประกันตาม พ.ร.บ. และไม่มีผู้ใดยอมรับผิดในเหตุที่เกิด ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้โดยสารจะได้รับความคุ้มครองตามหลักการสำรองจ่าย

          กรณีบาดเจ็บ บริษัทจะสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท ต่อคน แก่ผู้ประสบภัย
          กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร บริษัทจะสำรองจ่ายทดแทน/ค่าปลงศพ จำนวน 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) ต่อคน แก่ทายาทผู้ประสบภัย

   ความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี
          กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้ขับขี่และเป็นฝ่ายผิดเอง หรือไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่ประสบภัย ดังนี้ ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่จะได้รับความคุ้มครองไม่เกินค่าเสียหายเบื้อง ต้น กล่าวคือ หากบาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 15,000 บาท หรือเสียชีวิตจะได้รับค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท หรือเสียชีวิตภายหลังรักษาพยาบาลจะรับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท
          กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้โดยสาร/บุคคลภายนอกรถ จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บ และ 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพอย่างถาวร (ทั้งนี้ ผู้ขับขี่รถที่บริษัทรับประกันภัยไว้ต้องเป็นฝ่ายรับผิดตามกฎหมาย)

   ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ
          เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็น ควรปฏิบัติ ดังนี้
          กรณีมีผู้บาดเจ็บ
               1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุดก่อน
               2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
               3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
               4. เตรียมเอกสาร อาทิ ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการ กรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
               5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ

          ข้อพึงปฏิบัติของสถานพยาบาลเมื่อรับผู้ประสบภัย
          เมื่อสถานพยาบาลรับผู้ประสบภัยที่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ควรปฏิบัติ ดังนี้
               1. ให้การรักษาพยาบาลทันที
               2. ทำประวัติคนไข้ และขอสำเนาบัตรประจำตัวคนเจ็บ
               3. ขอสำเนาประจำวันตำรวจ
               4. บันทึกชื่อบริษัทประกันภัย ของสำเนากรมธรรม์ประกันภัย
               5. บันทึกชื่อ ที่อยู่ ผู้นำคนเจ็บส่งเข้ารักษาพยาบาล

    อย่างไรจึงจะได้รับความคุ้มครองในกรณีสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพ
           ผู้ประสบภัยจากรถที่ต้องสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพอย่างถาวร ที่จะได้รับจำนวนเงินความคุ้มครอง 80,000 บาท ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ต่อไปนี้
               1. ตาบอด
               2. หนูหนวก
               3. เป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด
               4. สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์
               5. เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว หรืออวัยวะอื่นใด
               6. จิตพิการอย่างติดตัว
               7. ทุพพลภาพอย่างถาวร

   การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น
          เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัย ผู้ประสบภัย/ทายาทต้องยื่นคำร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ความเสียหายเกิดขึ้น โดยยื่นคำร้องต่อบริษัทประกันภัย/บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด หรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยกรณีไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหาย จากบริษัทประกันภัยได้ พร้อมหลักฐาน ดังนี้

               1. ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาล / สถานพยาบาล
               2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้มีชื่อในบัตรเป็นผู้ประสบภัย
               3. สำเนากรมธรรม์ประกันภัย หรือ เครื่องหมายที่แสดงว่ารถมีประกันภัย
               4. สำเนาใบมรณบัตร กรณีเสียชีวิต
               5. สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ
               6. สำเนาทะเบียน และสำเนาบัตรประจำตัวของทายาทกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต

   บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
           บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เป็นบริษัทประกันวินาศภัย จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย คือ
พระ ราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับคำร้อง และจ่ายค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ. แทนบริษัทประกันภัย มุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัย ที่ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทที่รับประกันภัยรถคันที่เกิดเหตุ
          นอกจากนี้ บริษัทกลางฯ  ยังรับประกันภัยตาม พ.ร.บ. เฉพาะรถจักรยานยนต์ โดยปัจจุบันมีสาขาให้บริการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

   เครื่องหมายที่แสดงว่ามีการทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.
          เมื่อทำประกันภัยผู้เอาประกันภัยจะได้รับกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พร้อมเครื่องหมาย ที่แสดงว่ามีการประกันภัย
          เครื่องหมาย ฯ ต้องติดไว้ที่กระจกหน้ารถด้านใน หรือติดไว้ในที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
          การไม่ติดเครื่องหมายมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

   เครื่องหมายชำรุด/สูญหาย
          กรณีเครื่องหมายชำรุด/สูญหาย สามารถขอรับเครื่องหมายแทนได้ที่
               1. สำนักนายทะเบียนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กรมการประกันภัย
               2. สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต ทั้ง 4 เขต
               3. สำนักงานประกันภัยทุกจังหวัด

          โดยมีหลักฐาน ดังนี้
               1. ใบแจ้งความกรณีเครื่องหมายหาย
               2. เครื่องหมายเดิมชำรุด
               3. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกัน พร้อมสำเนาภาพถ่ายที่รับรองถูกต้อง หรือหลักฐานอื่นที่ใช้แทนบัตรประชาชน หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหนังสือเดินทาง แล้วแต่กรณี หากผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคล ให้นำภาพถ่ายหนังสือรับรองการจดทะเบียนของนิติบุคคล เพื่อแสดงชื่อบุคคลที่สามารถกระทำการแทนนิติบุคคล
               4. ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตัวจริงพร้อมสำเนา 1 ชุด หากตารางกรมธรรม์ ฯ สูญหาย ให้ใช้สำเนาตารางกรมธรรม์ ฯ ที่รับรองถูกต้องโดยบริษัทประกันภัยและประทับตราบริษัทแทน
               5. กรณีผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้ยื่นขอรับเครื่องหมายแทน ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ (ติดอากรแสตมป์ 10 บาท) จากผู้เอาประกันภัย ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวผู้รับมอบอำนาจที่รับรองถูกต้อง

   กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยคืออะไร
          กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
          มีหน้าที่ จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย หากผู้ประสบภัยไม่ได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัย/เจ้าของรถที่ไม่จัดให้ มีประกันภัย หรือไม่สามารถเรียกร้องจากที่ใดได้ เช่น รถชนแล้วหนี เจ้าของรถที่ไม่จัดให้มีประกันภัยไม่จ่ายค่าเสียหาย ฯลฯ การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุน ฯ ผู้ประสบภัย / ทายาท ต้องยื่นภายใน 180 วัน นับแต่วันเกิดเหตุ

   การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุน
          ผู้ประสบภัย/ทายาท สามารถยื่นคำร้องขอรับเสียหายเบื้องต้น จากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ได้ที่
               1. สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย กรมการประกันภัย
               2. สำนักงานประกันภัยจังหวัดทุกจังหวัด
               3. สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต 4 เขต

ข้อมูลประกันภัยรถยนต์ เพิ่มเติมได้ที่

Thursday, February 17, 2011

ประกันตั้งเป้าโกย1.5แสนล.ศก.-รถยนต์ฟื้น

ประกันวินาศภัยตั้งเป้าปีนี้กวาดเบี้ย 1.5 แสนล้านบาท อานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น รถยนต์ขายดี

นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย แถลงว่า ธุรกิจประกันวินาศภัยปี 2554 น่าจะเติบโตได้มากกว่า 10% หรือมีเบี้ยรับรวมประมาณ 150,000 ล้านบาท เนื่องจากระบบเศรษฐกิจขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น รวมทั้งอุต สาหกรรมยานยนต์มียอดจำหน่ายสูงขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากประกันภัยรถยนต์เป็นประกันภัยหลักของธุรกิจประกันภัย

ขณะเดียวกันรัฐบาลได้มีโครงการประชาวิวัฒน์เข้ามาช่วยในการกระจายรายได้ จึงน่าจะทำให้กำลังซื้อภายในประเทศปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งยอดขายบ้านและรถยนต์ ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อประกันภัย

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงในปี 2554 คือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ราคาน้ำมัน รวมถึงเรื่องภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้น

สำหรับปี 2553 ธุรกิจประกันวินาศภัยมีอัตราการเติบโต 13% เบี้ยประกันรวมประมาณ 130,000 ล้านบาท สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่คาดว่าจะเติบโต 8-9% ส่วนการประกันภัยรถยนต์ปีที่ผ่านมามีเบี้ยประกันรับรวม 75,000 ล้านบาท เติบโต 17% เป็นภาคบังคับ 11,500 ล้านบาท คิดเป็น 21 ล้านกรมธรรม์ ประกันภัยภาคสมัครใจ 64,000 ล้าน บาท คิดเป็น 5.7 ล้านกรมธรรม์.

ที่มา http://www.ryt9.com/s/tpd/1084925

ระบบ E-Claim คืออะไร

นวกิจประกันภัย เปิดแผนธุรกิจปี 54 เพิ่มแนวรุกตลาดประกันสุขภาพ


นวกิจประกันภัย จัดทัพรับแผนการตลาดเชิงรุกปี 54 เพิ่มฝ่ายใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ขยายฐานลูกค้า เป้าหมายแรกเล็งจับตลาดประกันสุขภาพ พร้อมเปิดผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพใหม่ “แผนสุขภาพ ชิล ชิลด์” หลังตัวเลขตลาดประกันสุขภาพในกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยโตกว่า 3,000 ล้านบาท จากการที่คนไทยสนใจป้องกันความเสี่ยงจากโรคร้าย ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงและให้ความสำคัญกับประกันสุขภาพมากขึ้น

นายปิติพงศ์ พิศาลบุตร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาว่า มีการเติบโตขึ้นเล็กน้อยจากการปรับสัดส่วนรายได้ของบริษัท โดยเบี้ยรับรวมของ นวกิจประกันภัย ในปี 53 สิ้นสุดไตรมาส 3 นั้น อยู่ที่ 1,302.27 ล้านบาท ส่วนผลประกอบการในไตรมาส 4 ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการส่งผลประกอบการให้ แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่น่าจะใกล้เคียงกับปี 52 ที่มีเบี้ยรับรวมอยู่ 1,918.06 ล้านบาท ส่วนเบี้ยรับรวมของธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 53 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 123,246 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 12%

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 54 นั้น นอกจากจะมีการปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เป็นประกันภัยรถยนต์ (Motor) 60% และประกันภัยในหมวดอื่น (Non-Motor) 40% แล้ว ยังมีการพัฒนาการและปรับโครงสร้างการบริหารงานภายในองค์กร บุคลากร และธุรกิจให้มีความพร้อม ความคล่องตัวในการดำเนินงานมากขึ้น โดยส่วนของการพัฒนาโครงสร้างองค์กรและบุคลากรนั้น ได้มีการจัดตั้งฝ่ายพัฒนาธุรกิจขึ้น มีหน้าที่ในการขยายตลาดและพัฒนาช่องทางการขายใหม่ๆ โดยการทำประชาสัมพันธ์แนะนำผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และเริ่มต้นบนสื่ออินเตอร์เน็ต (Online Marketing) และ สื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) ซึ่งมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคน รุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ เฟสบุ๊ค (Facebook) ที่มีคนไทยอยู่ในกลุ่มเครือข่ายนี้แล้วกว่า 7 ล้านคน จากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย 21 ล้านคน

ส่วนกลุ่มประกันภัยที่จะเน้นทำตลาดก่อนเป็นกลุ่มแรก คือ กลุ่มประกันสุขภาพ เพราะเป็นกลุ่มประกันที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดประกันสุขภาพในกลุ่มของประกันวินาศภัยปี 53 ตั้งแต่ มกราคม

— พฤศจิกายน มีเบี้ยรับรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท การเติบโตดังกล่าวเกิดจากการที่คนไทยส่วนใหญ่มีความตื่นตัวและมีความรู้ความ เข้าใจในการทำประกันสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลมีราคาแพง ทั้งยังต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ รวมถึงเป็นหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมในส่วนที่ประกันของบริษัท หรือ ประกันสุขภาพของภาครัฐไม่ได้คุ้มครอง

ด้าน นางสมศรี สุระกิจจากร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนการออกผลิตภัณฑ์ประกันในปี 54 ว่า จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันรูปแบบใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายและพัฒนารูปแบบให้ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เราจะรุกตลาดก่อนคือกลุ่มประกันสุขภาพ ซึ่งผลิตภัณฑ์แรกที่จะนำเสนอต่อกลุ่มเป้าหมายคือ “แผนสุขภาพ ชิล ชิลล์” ที่มีจุดเด่นของผลิตภัณฑ์อยู่ที่ลูกค้าสามารถเลือกออกแบบแผนประกันสุขภาพให้ เหมาะสมตามความต้องการได้ โดยบริษัทฯ จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ (Personal Health Advisor) ที่มีประสบการณ์ด้านการประกันสุขภาพมากกว่า 10 ปี คอยให้คำปรึกษาแนะนำและช่วยดำเนินการจัดการแผนประกันสุขภาพตามที่ลูกค้า เลือกไว้

โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ “แผนสุขภาพ ชิล ชิลด์” นั้น จะเป็นกลุ่มวัยเริ่มทำงาน และวัยที่กำลังสร้างครอบครัว อายุตั้งแต่ 25 ปี เป็นต้นไป ซึ่งคนกลุ่มเหล่านี้มีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการซื้อประกันสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อรองรับและป้องกันความเสี่ยงหากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น โดยประกันที่เลือกจะต้องครอบคลุมผลกระทบต่อสถานะทางด้านการเงิน และการดำเนินชีวิตน้อยที่สุด โดยท่านที่สนใจสามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ได้ที่ Call Center 02 - 68 68 — 456 แม้ว่าจะเป็นช่วงเริ่มต้นที่ นวกิจประกันภัย มีการขยายธุรกิจในกลุ่มประกันสุขภาพมากขึ้น แต่คาดว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้น่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/1084155

นิวยอร์คไลฟ์เผยขายหุ้น SCNYL เปิดทาง SCB ทำธุรกิจประกันชีวิตเต็มตัว

นายดิ๊ก มุดชี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวยอร์คไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แอลแอลซี กล่าววว่า ทั้งนิวยอร์คไลฟ์ฯ และธนาคารไทยพาณิชย์(SCB) เห็นพ้องว่าถึงเวลาที่ธนาคารจะเข้ามาทำธุรกิจประกันชีวิตอย่างเต็มตัว และสำหรับบริษัท นิวยอร์คไลฟ์ จะขายหุ้นที่ลงทุนอยู่ในบมจ.ไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต(SCNYL)ออกไป

SCB จะซื้อหุ้นทั้งหมดจากบริษัทนิวยอร์คไลฟ์  และจากบริษัทไทยที่ร่วมลงทุนกับบริษัทนิวยอร์คไลฟ์ ที่ถืออยู่ใน SCNYL  เป็นจำนวนเงิน ทั้งสิ้น 8,400 ล้านบาท หรือ ประมาณ 266.89 บาท/หุ้น ธุรกรรมนี้ขึ้นอยู่กับการดำเนินการตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีกำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งรวมถึงการได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแล และการได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคาร  ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนมี.ค.54

อนึ่ง SCNYL เป็นการร่วมทุนกันระหว่าง SCB ซึ่งถือหุ้นร้อยละ 47.33 และ บริษัท นิวยอร์คไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แอลแอลซี ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทนิวยอร์คไลฟ์ ที่ถือหุ้นอยู่ 23.89% กับบริษัทไทยที่ร่วมลงทุนกับนิวยอร์คไลฟ์ ซึ่งถือหุ้นอีก 23.44% โดยมีผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่น ๆ ถือรวมกันอยู่ 5.34% โดยภายหลังจากการซื้อหุ้นครั้งนี้แล้วเสร็จ SCB จะถือหุ้นใน SCNYL รวมประมาณ 94.66%

SCNLY เป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดธุรกิจประกันชีวิตของประเทศในปี 53 มีเบี้ยประกันรับสุทธิรวมมากกว่า 24,000 ล้านบาท และอัตราการเจริญเติบโตที่โดดเด่นและสูงกว่าตลาดมาตลอดระยะเวลา 11 ปีของการดำเนินงาน

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCB กล่าวว่า ธนาคารขอบคุณบริษัทนิวยอร์คไลฟ์ อินชัวรันส์  ที่ทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลา 11 ปี จนสามารถสร้างบริษัทประกันชีวิตชั้นนำของประเทศที่มุ่งมั่นการให้บริการที่ ดีเยี่ยมแก่ลูกค้าในประเทศไทย  ธนาคารถือว่าธุรกิจประกันชีวิตเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่สำคัญที่จะช่วยเติม เต็มบริการทางการเงินของธนาคาร และยังเห็นโอกาสในการเจริญเติบโตอีกมากในธุรกิจประกันชีวิตของประเทศ

ธนาคารจะยังคงรักษาความโดดเด่นของบริษัทในเรื่องการเจริญเติบโตให้เป็นไป อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันจะสร้างความเข้มแข็งทางการเงินและการปฏิบัติการ เพื่อการให้บริการที่เป็นเลิศของบริษัท  ให้เหมือนดังเช่นตลอดเวลาที่ผ่านมาที่ธนาคารได้มุ่งมั่นต่อการให้บริการที่ เป็นเลิศ และมอบบริการที่มีคุณค่าให้แก่ลูกค้าของธนาคารเกือบ 12 ล้านคนทั่วประเทศ
--อินโฟเควสท์ โดย ศศิธร ซิมาภรณ์/รัชดา โทร.02-2535000 ต่อ 317 อีเมล์: rachada@infoquest.co.th--

ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq05/1090354

อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.ฉลองใหญ่ 60 ปี ทุ่ม 60 ล้าน จัดแคมเปญ ‘Pay It Forward’

อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.ฉลองใหญ่ 60 ปี ทุ่ม 60 ล้าน จัดแคมเปญ ‘Pay It Forward’ ยาวตลอดปี เปิดตัวกิจกรรมแรก “ลุ้น 60,000 ทุกคัน ลุ้น 6,000 ทุกคลิก”

บริษัท อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดตัวแคมเปญยิ่งใหญ่ ฉลองครบรอบ 60 ปีแห่งความสำเร็จทั่วไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Pay It Forward — ส่งต่อความสุข ต่อยอดความฝัน’ กับกิจกรรมแรก “ลุ้น 60,000 ทุกคัน ลุ้น 6,000 ทุกคลิก” มอบโชคพิเศษสุดเร้าใจ และโอกาสลุ้นชิงรางวัลเงินสด ทุกวัน วันละ 60,000 บาท และ 6,000 บาท ตลอด 60 วัน รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท พร้อมเชิญคนดังร่วมทำกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมยาวตลอดปี ตอกย้ำพันธกิจ ‘อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.จะเป็นปัจจัยหลักแห่งความมั่นคง คุ้มครองทุกครอบครัวไทย’

มร.สตีเฟ่น แอปเปิ้ลยาร์ด กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต เปิดเผยว่า ด้วยพันธกิจของบริษัทฯ ที่จะเป็นปัจจัยหลักแห่งความมั่นคง คุ้มครองทุกครอบครัวไทย ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา เราจึงมุ่งมั่นทุ่มเทศึกษาค้นคว้าวิจัย และใส่ใจรับฟังทุกความคิดเห็นของลูกค้า ภายใต้กลยุทธ์ “การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” เพื่อนำมาพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์และสิทธิประโยชน์เพื่อตอบสนองความต้องการของ ลูกค้า พร้อมมอบบริการอย่างดีเยี่ยมเพื่อเคียงข้างลูกค้าในทุกจังหวะชีวิต ส่งผลให้อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตตลอดมา ผลการสำรวจล่าสุดยืนยันว่าลูกค้าได้รับความพึงพอใจในระดับดีเยี่ยมเมื่อ เทียบกับรายอื่นในตลาด ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจและมีผู้ถือกรมธรรม์กว่า 1.6 ล้านกรมธรรม์ทั่วประเทศ ทั้งยังได้รับรางวัลมากมายในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และน่าภูมิใจที่สุดของเรา

นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร บมจ. อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแห่งความภาคภูมิใจของบริษัทฯ ที่ได้ก้าวสู่ปีที่ 60 แห่งความสำเร็จ นับเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ เราจึงได้ทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้

“เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าคนสำคัญ และคนไทยทุกคนที่ได้มอบความไว้วางใจให้เรายืนหยัดอยู่เคียงข้างทุกจังหวะ ชีวิตมาตลอด 60 ปี ในปีนี้ บริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โดยได้จัดแคมเปญพิเศษต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพราะถือเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเรา ทั้งนี้เราหวังว่าการจัดแคมเปญฉลอง 60 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Pay It Forward — ส่งต่อความสุข ต่อยอดความฝัน’ ครั้งนี้ จะเป็นแคมเปญที่เน้นถึงความสุขของการเป็นผู้ให้ ในที่นี้หมายถึงการให้ความสุขความสนุกคืนกลับสู่คนไทยทุกคน พร้อมด้วยกิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นเพื่อเป็นการให้และคืนประโยชน์แก่สังคม อีกมากมาย เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ยังคงเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่อยู่เคียง ข้างทุกจังหวะชีวิตของลูกค้า ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. จะเป็นปัจจัยหลักแห่งความมั่นคง คุ้มครองทุกครอบครัวไทย’ ต่อไป”

กิจกรรมแรก “ลุ้น 60,000 ทุกคัน ลุ้น 6,000 ทุกคลิก” เป็นกิจกรรมที่ต้องการให้คนไทยทุกคนมีส่วนเข้าร่วมสนุกได้ง่ายๆ ตลอด 60 วัน เพียงนำสติ๊กเกอร์โลโก้ 60 ปี ของอยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.ไปตกแต่งรถในแบบของคุณแล้วอัพโหลดขึ้นหน้า facebook ของบริษัทฯ ผู้ที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดในแต่ละวันจะได้รับรางวัลเงินสด 60,000 บาท ส่วนผู้ที่เข้าร่วมโหวตรถที่ชนะแต่ละวันก็มีสิทธิ์ลุ้นรับโชคจากการจับ รางวัล 6,000 บาท ดังนั้นจะมีผู้โชคดีรับรางวัลเงินสดทุกวัน วันละ 60,000 บาท และ 6,000 บาท ตลอด 60 วัน รวมมูลค่าเงินรางวัลกว่า 4 ล้านบาท โดย เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม - 30 เมษายน 2554 เริ่มอัพโหลดและโหวตตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป สำหรับผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.aacp.co.th

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองปีทองตลอดทั้งปี บริษัทฯ ยังมีกิจกรรมภายใต้แคมเปญ Pay It Forward ต่อเนื่องอีก 2 กิจกรรมใหญ่ โดยจะเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่จะเชิญชวนผู้มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ เข้าร่วมทำกิจกรรมดีดีเพื่อสังคมในครั้งนี้ด้วย ทั้งยังจะมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าร่วมเพื่อแสดงความสามารถ และสะท้อนแนวความคิดที่ดีเพื่อสังคม อันเป็นการตอกย้ำจุดยืนสำคัญที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคม ไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. 60 ปีแห่งความไว้วางใจ เคียงข้างคนไทยทุกจังหวะชีวิต
บมจ. อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต
สายสมร เลิศคชลักษณ์
โทรศัพท์ 02-305-7408 (สายตรง)
บริษัท ไอเดีย เวิร์คส์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด
ฐาปนี นันทวิสัย
โทรศัพท์ 02-2541315

ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/1090649

ธนาคารทหารไทย ร่วมกับ อาคเนย์ประกันภัย ร่วมทำโครงการประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย

ธนาคารทหารไทย ร่วมกับ อาคเนย์ประกันภัย จัดร่วมงานแถลงข่าวความร่วมมือใน ‘โครงการประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย’ ระหว่างบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด และ ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน)
TMB หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด ขอเชิญสื่อมวลชน ร่วมงานแถลงข่าวความร่วมมือในการนำเสนอประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยให้แก่ ลูกค้าสินเชื่อบ้านของธนาคารทหารไทย โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมล่าสุด ครั้งแรกในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่จะมอบประโยชน์และความคุ้มค่าสูงสุดให้แก่ผู้บริโภค ในวันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 9.30 — 11.00 น. ณ ชั้น 32 อาคารสำนักงานใหญ่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้บริหารระดับสูงที่จะร่วมให้ข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่:
- คุณบุญทักษ์ หวังเจริญ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
- คุณโชติพัฒน์ พีชานนท์
ประธานกรรมการบริหาร อาคเนย์ กลุ่มธุรกิจประกันและการเงิน
กำหนดการ

09.30 — 10.00 น.           สื่อมวลชนลงทะเบียนพร้อมทานอาหารว่าง
10.00 — 10.05 น.           พิธีกรกล่าวต้อนรับ

10.05 — 10.30 น.           แถลงข่าวความร่วมมือใน ‘โครงการประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย’ โดย
- คุณบุญทักษ์ หวังเจริญ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
- คุณโชติพัฒน์ พีชานนท์
ประธานกรรมการบริหาร อาคเนย์ กลุ่มธุรกิจประกันและการเงิน
10.30 - 10.35 น.           พิธีลงนามความร่วมมือ

10.35 — 11.00 น.           ถ่ายภาพร่วมกัน / สัมภาษณ์สื่อมวลชน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร TMB
โทร. 02 299 1950, 1953 และ 02 242 3260

ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/1090602

กรณีให้หยุดรับประกัน บ.วิคตอรี่ ประกันภัย

การสั่งให้บริษัท วิคเตอรี ประกันภัย(ประเทศไทย) จำกัด หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว

ตาม ที่นายทะเบียนด้วยความเห็นชอบของคณะ กรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ได้มีคำสั่งที่ 5/2554 เรื่อง ให้บริษัท วิคเตอรี ประกันภัย(ประเทศไทย) จำกัด หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ 28 มกราคม 2554 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง นั้น

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้เปิดเผยว่า

บริษัท วิคเตอรี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ได้มีการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นไม่ถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย จัดสรรสินทรัพย์ไว้ไม่เพียงพอกับหนี้สินและภาระผูกพันตามสัญญาประกันภัย มีการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของบริษัทแก่บุคคลภายนอกโดยมิชอบ มีการทำธุรกรรมทางการเงินในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ เอาประกันภัยหรือประชาชน นายทะเบียนด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 52  แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 สั่งให้บริษัท วิคเตอรี ประกันภัย(ประเทศไทย) จำกัด หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2554 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ในระหว่างที่บริษัท วิคเตอรี ประกันภัย(ประเทศไทย) จำกัด หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ประชาชน ผู้เอาประกันภัยสามารถติดต่อขอรับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทได้ตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประสบภัยจากรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ หากไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้ยื่นเอกสารครบถ้วน ก็สามารถขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้  ทั้งนี้สำนักงาน คปภ. จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปกำกับดูแลการดำเนินการของบริษัท และเร่งรัดให้บริษัท วิคเตอรี ประกันภัย(ประเทศไทย) จำกัด สามารถแก้ไขฐานะและการดำเนินการให้มีความมั่นคงอยู่ในสถานะที่จะประกอบ ธุรกิจได้ต่อไป

สำหรับการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย สำนักงาน คปภ. ได้มีการดำเนินคดีต่อบริษัท วิคเตอรี ประกันภัย(ประเทศไทย) จำกัด แล้ว

ที่มา : http://www.oic.or.th/th/news/detail.php?ID=3247&key=news

คปภ. เผยภาวะธุรกิจประกันภัยไทยปี 53 โตร้อยละ 14.24 คาดการณ์ปี 54 โตร้อยละ 16


นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันภัยไทยไตรมาส 4 ปี 2553 มีเบี้ยประกันภัยรับรวมจำนวนทั้งสิ้น 120,179 ล้านบาท โดยขยายตัวร้อยละ 17.88 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) หรือร้อยละ 15.68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อน (qoq)

โดยธุรกิจประกันชีวิต มีเบี้ยประกันภัยรับรวมจำนวนทั้งสิ้น 84,778 ล้านบาท ซึ่งขยายตัวร้อยละ 17.32 (yoy) หรือ ร้อยละ 14.84 (qoq) และธุรกิจประกันวินาศภัยมีเบี้ยประกันภัยรับจำนวนทั้งสิ้น 35,401 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 19.26 (yoy) หรือ ร้อยละ 17.75 (qoq)

เมื่อรวมทั้งปี 2553 ธุรกิจประกันภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง จำนวนรวมทั้งสิ้น 421,042 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนร้อยละ 14.24 และมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อ GDP อยู่ที่ระดับ 4.21 โดยแบ่งเป็นเบี้ยประกันชีวิต จำนวน 296,106 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.53 และเบี้ยประกันวินาศภัย จำนวน 124,936 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.54

โดยธุรกิจประกันภัย ในปี 2553 มีจำนวนกรมธรรม์ประกันภัยรวมทั้งสิ้น 55,453,338 ราย ขยายตัวร้อยละ 6.74 เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นจำนวนเงิน เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น 68,780,921 ล้านบาท โดยขยายตัวจากปีก่อนร้อยละ 8.54 แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต 18,078,137 ราย ขยายตัวจากปีก่อนร้อยละ 5.33 คิดเป็นอัตราส่วนจำนวนกรมธรรม์ต่อจำนวนประชากรร้อยละ 28.40 และกรมธรรม์ประกันวินาศภัย 37,375,201 ราย ขยายตัวจากปีก่อนร้อยละ 7.43 คิดเป็นจำนวนเงินเอาประกันภัยทั้งสิ้น 60,944,723 ล้านบาทขยายตัวร้อยละ 7.49

สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันภัยในปี 2554 คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 16.23 คิดเป็นจำนวนเบี้ยประกันภัย 489,389 ล้านบาท เป็นการขยายตัวของธุรกิจประกันชีวิตร้อยละ 18.74 เป็นเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประมาณ 351,590 ล้านบาท และธุรกิจประกันวินาศภัยขยายตัวร้อยละ 10.30 เป็นเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประมาณ 137,799 ล้านบาท และมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อ GDP อยู่ที่ระดับ 4.67

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ธุรกิจประกันภัยสามารถขยายตัวได้ดี อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เป็นผลจากปัจจัยทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ซึ่งประกอบด้วย มาตรการเชิงรุกของสำนักงาน คปภ. ที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบประกันภัยไทยโดยจัดทำโครงการ ประกันภัยสู่ประชาชน กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้าน การประกันภัยให้กับประชาชน การพัฒนาช่องทางการจำหน่าย การให้บริการแบบครบวงจร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้สอดคล้องกับความต้องการตามกำลังซื้อของ ประชาชน และการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนประกันภัย 1186
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
ฝ่ายสื่อสารองค์กร
โทร. 02-513-1680

ที่มา http://www.ryt9.com

คปภ. เชิญประชาชนเที่ยวชม งานสัปดาห์ประกันภัย ครั้งยิ่งใหญ่ ปี 54

สำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แจงการเตรียมความพร้อมจัดงาน “สัปดาห์ประกันภัย” ปี 2554 ในระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2554 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด สุขกาย สุขใจ ประกันภัยสู่ประชาชน หวังกระตุ้นประชาชนทั่วประเทศตระหนัก ถึงประโยชน์และทำประกันภัยเพิ่มขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นหลักประกันความมั่นคง ในชีวิต

นางจัน ทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่าสำนักงาน คปภ. ได้กำหนดจัดงาน “สัปดาห์ประกันภัย” ประจำปี 2554 ในระหว่างวันที่ 2 - 4 กันยายน 2554 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นการจัดงานภายใต้แนวคิด “สุขกาย สุขใจ ประกันภัยสู่ประชาชน” เพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และคุณประโยชน์ของการสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินให้กับ ครอบครัว ธุรกิจการค้า การลงทุน และการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งการจัดงานในปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ทั้งนี้ ผลการจัดงาน ใน 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่างาน สัปดาห์ประกันภัย ประจำปี 2554 จะเป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการรวมตัวของอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศที่เกี่ยวเนื่อง กับการประกันภัย อาทิ กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธุรกิจยานยนต์ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลและสุขภาพ กลุ่มอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ กลุ่มเครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์ความงาม และ กลุ่มการกีฬา อุปกรณ์ทางการกีฬาฯลฯ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมแสดงงานสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร 02-515-3911 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.oic.or.th

ที่มา http://www.ryt9.com

คปภ. รุกปี 54 ลงพื้นที่ 9 ภาค ทั่วประเทศ หวังกระตุ้นประชาชนทำประกันภัย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เตรียมจัดกิจกรรมเชิงรุกตามแผนรณรงค์ส่งเสริมด้านการประกันภัยสู่ภูมิภาค ทั่วประเทศ ในปี 2554 ลงพื้นที่ 9 ภาค เน้นสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการประกันภัย ให้เข้าถึงประชาชนทุกระดับ หวังกระตุ้นให้ประชาชนทำประกันภัย

  นางจันทรา  บูรณฤกษ์  เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2553-2557) ที่มุ่นเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการประกันภัยให้เข้าถึงประชาชน และให้ระบบประกันภัยกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

  ดังนั้นในปี 2554 สำนักงาน คปภ. จึงได้บูรณาการแผนพัฒนาการประกันภัยให้เป็นเชิงรุก ตามโครงการ “ประกันภัยสู่ประชาชน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การประกันภัยเข้าถึงประชาชนได้ทุกระดับ ทั่วประเทศ ส่งเสริมประชาชนให้ได้รับความรู้ด้านการทำประกันภัย รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อวงการธุรกิจประกันภัย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงาน คปภ. ภาคธุรกิจประกันภัยและหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดที่มีการจัดงานประจำปี  ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ธุรกิจประกันภัยจะได้ใกล้ชิดกับประชาชนเพื่อสร้างความ เข้าใจและแนะนำผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ๆ ในงานประเพณีของแต่ละจังหวัดที่มีประชาชนสนใจเที่ยวงานเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว โดยกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการลงพื้นที่พบประชาชนใน 9 ภาค ดังนี้ 
  - ภาค 1 จังหวัดเชียงใหม่ งานฤดูหนาว ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 53 - 9 ม.ค. 54
  - ภาค 2 จังหวัดพิษณุโลก งานสมโภชพระพุทธชินราช ระหว่างวันที่ 9 - 15  ก.พ. 54
  - ภาค 3 จังหวัดนครสวรรค์ งานตรุษจีน ระหว่างวันที่ 27 ม.ค. - 7  ก.พ. 54
  - ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น งานเกษตรแฟร์ ระหว่างวันที่ 21 - 31 ม.ค. 54
  - ภาค 5 จังหวัดอุบลราชธานี งานแห่เทียน ระหว่างวันที่ 15 -17  ก.ค. 54
  - ภาค 6 จังหวัดนครราชสีมา งานฉลองชัยชนะท้าวสุรนารี ระหว่างวันที่ 23 มี.ค.- 3 เม.ย. 54
  - ภาค 9 จังหวัดชลบุรี งานนมัสการพระพุทธสิหิงค์ ระหว่างวันที่ 9 -17 เม.ย. 54
  - ภาค 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี งานชักพระทอดผ้าป่า เดือนตุลาคม 54
  - ภาค 12 จังหวัดสงขลา งานเกษตรแฟร์ เดือนสิงหาคม 54

  เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจเที่ยวงานและเข้าชมนิทรรศการด้านการประกันภัย ซึ่งสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เหมาะสมกับความต้องการได้ภายในงาน ดังกล่าว ทั้งนี้ การประกันภัยถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม ประกอบกับการประกันภัยถือเป็นการออมประเภทหนึ่งซึ่งสามารถช่วยบรรเทาความ เดือดร้อน และช่วยสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับชีวิตและทรัพย์สินของท่านได้ในอนาคต
----------------------------
ฝ่ายสื่อสารองค์กร โทร .02-513-1680
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

การทบทวนและวิเคราะห์สถานการณ์โครงการประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติ

เรื่อง  การทบทวนและวิเคราะห์สถานการณ์โครงการประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในกรณีเกิดจลาจล

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดำเนินโครงการประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในกรณีเกิดจลาจลไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ตามระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553 และยกเว้นให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก่อหนี้ผูกพันก่อนได้รับเงินประจำ งวดและก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ตามนัยมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ

ที่มา : ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 18 มกราคม 2554