Tuesday, December 25, 2012

ประกันภัยรถยนต์ชั้น1 แบบมีค่า excess น่าทำหรือเปล่า เพราะเบี้ยถูก

ประกันภัยรถยนต์
ประกันภัยรถยนต์
ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ทั้งซ่อมศูนย์ หรือซ่อมอู่ เบี้ยประกันยังค่อนข้างสูงอยู่ แต่หลายๆ คนยังอยากจะทำประกันชั้น 1 เพื่อให้ความคุ้มครองที่สูงสุด เช่น ขับรถถอยชนเสา ชนรั้ว ก็คุ้มครอง น้ำท่วมก็คุ้มครองเต็มจำนวนทุนประกันด้วย  ก็อาจจะต้องต้องลงเอยกับประกันรถยนต์ชั้น 1 แบบมีค่าเสียหายส่วนแรก (Excess or Deductible) จะทำให้เบี้ยถูกว่าเดิมมากทีเดียว แต่ก็ต้องแลกกับ ค่าเสียหายส่วนแรก กรณีที่เราเกิดอุบัติเหตุ แล้วเป็นฝ่ายผิด ซึ่งอาจจะต้องจ่าย (3,000 – 5,000 บาท) ตามแคมเปญจ์การขายของแต่ละบริษัท
ผมขอยกตัวอย่างประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 ทุนประกัน 300,000 บาท เก็บค่าเสียหายส่วนแรก 5,000 บาท เบี้ยประกัน 8,200 บาท และยังรับรถยนต์ได้ถึง 10 ปี รถหาย ไฟไหม้ หรือรถเสียหายจากอุบัติเหตุ เคลมได้ถึง 300,000 บาท  แต่ในทางกลับกัน หากรถยนต์ของเราเกิดอุบัติเหตุ แถมเป็นฝ่ายผิด เราก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายไป 5,000 บาท ต่อครั้ง  คิดไปคิดมา แล้วมันจะคุ้มมั้ยเนี้ย ชน 2 ครั้ง ถ้ารวมกับเบี้ยเดิม ก็จ่ายเกือบ 20,000 บาท (แต่ถ้ามองในมุมกลับอีกด้านหนึ่ง เราจะมีสมาธิในการขับรถยนต์มากยิ่งขึ้น และมันก็เป็นผลในการลดอุบัติเหตุ และลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วยนะครับ)
ฉะนั้นหากเราจะทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ที่เก็บค่า excess ก็ควรจะมั่นใจว่าเรามีประวัติการขับขี่รถยนต์ส่วนใหญ่แทบไม่เคยเกิด อุบัติเหตุเลย หรือส่วนใหญ่ในการเกิดอุบัติเหตุแต่เป็นฝ่ายถูก หรือกรณีเกิดอุบัติเหตุที่เราเป็นฝ่ายผิด แต่เมื่อประเมินค่าซ่อมแล้วน้อยมาก ก็ควักเงินเราจ่ายแทนก็ได้ ไม่ต้องเรียกประกัน เช่น เกิดอุบัติเหตุชนกับมอเตอร์ไซค์แล้วเราเป็นฝ่ายผิดเต็มๆ ทางคู่กรณีเรียกร้อง ค่าเสียหายรวม 2,000 บาท เราก็จ่ายเอง ไม่ต้องเรียกประกัน เพราะถ้าเราเรียกประกัน เราอาจจะต้องจ่ายถึง 5,000 บาท แล้วอย่างไหนจะคุ้มกว่ากัน
ข้อมูลดีๆ จาก WWW.SAVEPRAKAN.COM

Saturday, December 22, 2012

ตรวจสอบประกันภัยรถยนต์ ก่อนเดินทางปีใหม่

นอกจากการเช็คสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทางช่างเทศกาลปีใหม่แล้ว อย่าลืมตรวจสอบด้วยว่ากรมธรรม์ พรบ. หรือประกันภัยรถยนต์ที่ เราได้ทำไว้ ยังมีผลคุ้มครองหรือไม่ หรือหมดอายุแล้ว เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว หลายๆ บริษัทประกันภัยก็หยุดด้วยเช่นกัน (ยกเว้นงานให้บริการ เช่น Call Center หรืองานการเคลมประกัน) เพราะถ้าหมดแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งต่อประกันภัยรถยนต์ไว้ ความอุ่นใจในการขับขี่รถยนต์อาจจะลดลงไปด้วย และเมื่อไม่มีประกันคุ้มครอง หากเกิดอุบัติเหตุ นั้นย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้น อาจจะเป็นตัวเลขหลักพัน หรือหลักล้านก็เป็นได้ และมักจะคำกล่าวพวกนี้อยู่เสมอว่า “ตอนทำประกันไม่เห็นเกิดอุบัติเหตุ  แต่พอไม่ทำแล้วเกิดอุบัติเหตุบ่อยจัง เหมือนนกรู้”  (แต่จริงๆ แล้วตอนทำประกันภัยรถยนต์ก็เกิดอุบัติเหตุนั้นแหละ  แต่เราไม่ต้องเสียตังค์แยะแยะมากมาย เหมือนตอนที่ไม่ทำประกัน แล้วเกิดอุบัติเหตุ)
ฉะนั้นการทำประกันภัยรถยนต์ถือ เป็นการบรรเทาความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หากเรามองว่าเบี้ยประกันชั้น 1 อาจจะสูงมาก แต่ประกันชั้นอื่นๆ ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี มีไว้เพื่อบรรเทาได้ไม่มาก ก็น้อย อย่างชั้น 3 เพียงแค่ พันหกร้อยกว่าบาท ไม่แพงอย่างที่คิด หรือเลือกแบบประกันที่เบี้ยเหมาะสม และความคุ้มครองที่เหมาะสมกับตัวเราเอง
ข้อมูลดีๆ จาก WWW.SAVEPRAKAN.COM

Thursday, December 20, 2012

ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ซ่อมศูนย์ แล้วจะเคลมประกันได้ทุกศูนย์หรือไม่

อาจจะคำถามที่หลายคนสงสัย หรือเข้าใจว่า ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 และได้เลือกเบี้ยแบบซ่อมศูนย์ (ห้าง) เช่น รถยนต์ของเราเป็นยี่ห้อชื่อดังของญี่ปุ่น อย่าง Toyota หรือ Honda แล้วเราจะเคลมประกันที่ศูนย์ที่ให้บริการของรถยนต์ยี่ห้อดังกล่าว (Dealer) ได้หรือไม่
ถ้าตอบแบบง่ายๆ ก็ต้องบอกว่า ไม่สามารถเข้าได้ทุกศูนย์ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับบริษัทประกันภัยได้ประสานงาน กับศูนย์ให้บริการนั้นๆ หรือไม่  ถ้าได้คอนแทคต์ หรือประสานงานกันไว้แล้ว ลูกค้าอย่างเราก็เข้าศูนย์นั้นได้สบายๆ แต่ถ้าไม่ได้คอนแทคต์กันไว้ อย่าเพิ่งไปเข้าครับ ไม่งั้นอาจจะมีปัญหาตามมาคือ เรื่องใหญ่อีก 2 เรื่อง คือ
1. การคุมราคาก่อนเข้าซ่อม ทางบริษัทประกันภัย จะนัดหมายลูกค้า เพื่อมาตรวจสอบสภาพความเสียหาย และคุมราคาการก่อนเข้าซ่อมศูนย์ที่ไม่ได้คอนแทคต์ไว้  เมื่อเราไปเข้าซ่อมที่ศุนย์แล้ว  หากมีส่วนต่าง เช่น ประกันคุมราคาไว้ที่ 10,000 บาท แต่ซ่อมไปซ่อมมา อยู่ 14,000 บาท  แสดงว่าเราต้องควักกระเป๋า จ่ายเองอีก 4,000 บาท แล้วมันจะคุ้มมั้ยเนี้ย
2. การสำรองจ่ายเงินก่อน ประกันบางที่บอกว่าเข้าศูนย์ได้เลย แต่ต้องจ่ายค่าซ่อมเองไปก่อน แล้วค่อยมาเบิกคืนภายหลัง บางบริษัทประกันภัยก็จ่ายคืนเต็มจำนวน เราจ่ายเท่าไหร่ ได้คืนเท่านั้น  แต่ก็มีบริษัทประกันภัยบางที่ จ่ายเท่าไหร่  แต่หากซ่อมจริงแพงกว่า ก็ต้องจ่ายเองด้วย  (เคสนี้ เหมือน ข้อ 1 และ ข้อ 2 รวมกันเลย)

แล้วถ้าเราจะเลือกซ่อมศูนย์ ควรจะเลือกบริษัทประกันภัยยังไง ขอแบ่งเป็นพื้นที่เป็น 2 พื้นที่
กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง อย่าง นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี
ส่วนใหญ่บริษัทประกันก็จะมีศุนย์ซ่อมห้างอยู่แล้ว แต่มากน้อย ก็ลองวัดจากชื่อเสียงแล้วกันครับ

ต่างจังหวัด
ตัว นี้จะเป็นตัววัดถึงความมีคุณภาพของบริษัทประกันภัยอีกหนึ่งมิติ บริษัทหากไม่ใหญ่จริง หรือไม่มีคุณภาพให้บริการจริง ก็ไม่สามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุมได้ แม้กระทั้งบริษัทดังๆ ยังต้องบอกตัวแทนว่า พื้นที่ดังกล่าวบริษัทอาจจะมีปัญหาให้บริการได้  ลองคิดดูครับว่า แล้วบริษัทเล็กๆ หละ จะเป็นอย่างไร

วิธีเช็คศูนย์ให้บริการที่คอนแทคต์ไว้กับบริษัท อาจจะทำให้ 2 แบบ
1. โทรไปยังบริษัทประกันภัยโดยตรง  หากเป็นพื้นที่ต่างจังหวัด อาจจะต้องเช็คกับสาขาบริษัทประกันภัยด้วย เพราะจะได้ข้อมูลล่าสุด ของศุนย์ให้บริการ เพราะในระบบส่วนกลางอาจจะยังไม่มี ก็ได้
2. เช็คกับศูนย์ให้บริการ แต่ต้องถามย้ำอย่างชัดเจนนะครับ เพราะเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ อาจจะตอบคาดเคลื่อนได้ โดยอาจจะต้องถามย้ำว่า เช่น ทำประกันภัยรถยนต์ไว้กับบริษัท....  ถ้ารถยนต์เรามีเคลม แล้วมาซ่อมที่นี่  บริษัทประกันจะเคลียร์ให้หรือเปล่า หรือต้องจ่ายเงินเอง

ผม เชื่อตัวแทนที่ขายประกันมาเป็นระยะเวลานาน จะพอทราบว่าหรือให้คำตอบว่าบริษัทประกันภัยที่ใด  มีสาขา หรือมีศูนย์ที่คอนแทคมากน้อยเพียงใด

ข้อมูลดีๆ จาก WWW.SAVEPRAKAN.COM

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 น่าทำมั้ย เบี้ยก็แพง

หลายๆ คนคงต้องบอกว่าเบี้ยประกันชั้น 1 แพงมาก ยิ่งซ่อมศูนย์ด้วย ยิ่งแพง ฉะนั้น อาจจะเลือกทำประกันภัยรถยนต์ ประเภท อื่นๆ แทน เช่น ประกันภัย ประเภท 2+ หรือ 3+ หรือจะแบบถูกสุด ก็ ประเภท 3 เลย เรียกว่าคุ้มครองเฉพาะคู่กรณีเป็นหลัก ตัวรถยนต์ของเรา ค่อยว่ากัน  เพราะหากจ่ายเบี้ยประกันชั้น 1 หากรวบรวมสะสมมา ก็เป็นแสน ซ่อมรถยนต์คันหนึ่งได้สบาย
แต่ในทางกลับกัน มีบางท่านที่เคยทำประกันภัยรถยนต์ ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชั้น 1 บอกว่า รถยนต์ในปัจจุบันยิ่งมีมากขึ้น ทั้งคนขับใหม่ และคนขับเดิม  น่าจะมีความเสี่ยงมากขึ้น อาจจะต้องหันมาทำชั้น 1 แล้ว แม้ว่าเบี้ยประกันเริ่มใหม่ จะมีแนวโน้มสูงก็ตาม แต่ก็เพื่อให้ความคุ้มครองภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ประกันภัยรถยนต์ที่เราจะทำ เราอาจจะเลือกทำประกันเพราะความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ประสบการณ์ในการขับขี่ และเงินในกระเป๋าของเรา ลองดูนะครับ ว่าเราควรเลือกทำประกันประเภทใด หรือชั้นใด ที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด
ข้อมูลประกันภัยรถยนต์ดีๆ จาก WWW.SAVEPRAKAN.COM

Wednesday, December 19, 2012

ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แล้วกุญแจหาย จะได้รับความคุ้มครองหรือเปล่า

ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แล้วกุญแจหาย จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่
เคสนี้ อาจจะต้องยกเป็น 2 กรณี  ว่า
1.    กรณีทำกุญแจหายเอง
2.    กรณีลูกกุญแจหาย จากการถูกลักทรัพย์  ชิงทรัพย์  ปล้นทรัพย์  ยักยอกทรัพย์
โดยเงื่อนไขกรมธรรม์ภาคสมัครใจ หมวดความคุ้มครองรถยนต์สูญหายไฟไหม้ ข้อ 1 นั้น ให้ความคุ้มครองการสูญหายของรถยนต์คันเอาประกันภัย รวมทั้งอุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ หากสูญหายจากการ ลักทรัพย์  ยักยอกทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ซึ่งจากข้อเท็จจริงปรากฎว่า กุญแจกรถยนต์สูญหายจากการ ลักทรัพย์  ยักยอกทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ หรือ เกิดอุบัติเหตุแล้วหายขณะใช้รถยนต์ จะได้รับความคุ้มครอง จะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขดังกล่าว
จะเห็นได้ว่า ประกันภัยรถยนต์ให้ความคุ้มครอง กรณีกุญแจรถยนต์สูญหาย ไม่ทุกกรณีนะครับ ยังไงก็โปรดระมัดระวังด้วยครับ เพราะหากกุญแจรถยนต์สูญหาย เรื่องแรกที่เราจะนึกถึง ว่าเราจะเข้ารถยนต์ได้อย่างไร และคงสร้างความปวดหัวให้กับเราเป็นเวลาที่นานเอาการเลยหละครับ
ข้อมูลดีๆ จาก WWW.SAVEPRAKAN.COM

Thursday, December 6, 2012

แคมเปญจ์ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 แบบแปลกๆ แต่ถูก

แคมเปญจ์ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 แบบแปลกๆ แต่ถูก

ตลาดประกันภัยรถยนต์ มีการแข่งขันทางการตลาดอย่างสูง หลายๆ บริษัทก็พยามงัดกลยุทธ์เพื่อมากระตุ้นยอดขาย เพื่มเบี้ยประกันตามเป้าหมายที่ได้คาดหวังไว้ ลองมาวิธีการส่งเสริมการขายแบบแปลกๆ และบางครั้งเราก็เริ่มคุ้นหูกันบ้างแล้ว
1. แคมเปญจ์ใช้รถน้อย จ่าย เบี้ยน้อย หรือประกันตามไมล์ จะเริ่มคุ้นมากครับ สำหรับบริษัทประกันแห่งนี้ ข้อดีที่สำคัญ คือเหมาะสำหรับคนที่ใช้รถน้อย และต้องการเบี้ยถูก แถมยังสามารถเลือกทุนประกันได้ด้วย
2. แคมเปญจ์สำหรับข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือรวมถึงพนักงานบริษัท เรียกว่ามีหลายๆ บริษัทให้ความสนใจกับตลาดกลุ่มนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำประกันด้วยอัตราเบี้ยที่ถูกลงกว่าปกติ
3. แคมเปญจ์รถที่ใช้ต่างจังหวัด (ไม่รวม กรุงเทพฯ และปริมณฑล) เพราะมองว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุจะมีน้อยกว่ารถในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล  นั่นย่อมหมายถึงโอกาสในการเซฟต้นทุนการเคลม หรือจ่ายสินไหม เพื่อกลายเป็นผลกำไรในที่สุด
4. แคมเปญจ์ปลอดแอลกอฮอล์ เป็นโครงการที่ส่งเสริมการเมาไม่ขับ และลดการเกิดอุบัติเหตุ จริงๆ ผลประโยชน์น่าจะเกิดกับตัวผุ้ทำประกันมากที่สุด (เพราะได้เบี้ยถูก และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุด้วย) แม้ว่าผลสุดท้ายบริษัทจะลดการเคลม หรือจ่ายสินไหม ด้วยก็ตาม
5. แคมเปญจ์สำหรับกลุ่มอายุ เช่น 30 – 50 ปี หรือ 35 ปีขึ้นไป น่าจะเป็นเหตุผลว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีวุฒิภาวะในการขับขี่ที่ดีมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มวัยรุ่น หรือวัยที่เริ่มต้นทำงาน
6. แคมเปญจ์สำหรับกลุ่มคนที่มีครอบครัว คงจะคล้ายๆ กับการกำหนดกลุ่มอายุ เพราะหมายถึงวุฒิภาวะในการขับขี่ที่ดี มีความระมัดระวัง คำนึงถึงครอบครัว
7. แคมเปญจ์ลดความคุ้มครอง โดยทำให้ความคุ้มครองในบางส่วนลดลง ในระดับที่พอรับได้ และส่งผลให้เบี้ยประกันลดลงตามไปด้วย
8. แคมเปญจ์ เลือกกลุ่มรถยนต์ ซึ่งโดยปกติจะเน้นกลุ่มรถยเก๋งส่วนตัวที่เครื่องยนต์เกิน 2500ccขึ้นไป (รวมถึงกระบะ 4 ประตู จดเก๋ง)  หรืออาจจะลงมาเล่นตลาดรถยนต์กลุ่มขนาดเล็ก เช่น กลุ่มเครื่องยนต์ 1500cc โดยเน้นปริมาณให้มากขึ้น เพื่อนำมาเฉลี่ยการเคลม หรือการจ่ายสินไหม แทน

นี่คือแคมเปญจ์ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ที่ทางบริษัทประกันภัยนำมาใช้ในการแข่งขันทางการตลาด โดยเน้นให้เบี้ยประกันภัยถูกลง แต่ประเด็นในด้านการให้บริการหลังการขาย (การเคลม การจ่ายสินไหม) ก็ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญเช่นกัน ที่บริษัทจะละเลยไม่ได้ เพราะนั้นหมายถึงภาพลักษณ์ที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มลูกค้าทั้งในปัจจุบัน และอนาคต
ข้อมูลประกันภัยดีๆ ที่ www.saveprakan.com

Tuesday, December 4, 2012

ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ต่างบริษัท เริ่มคุ้มครองเมื่อไหร่

แจ้งทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ต่างบริษัท เริ่มคุ้มครองเมื่อไหร่ ลองมาดูเงื่อนไขแต่ละเคส นะครับ
1. รถยนต์ป้ายแดง และยังไม่ออกจากโชว์รูม ไม่จำเป็นต้องถ่ายรูปรถยนต์ (ตรวจสภาพรถยนต์) เพียงมีหลักฐานการซื้อขาย กรณีมีอุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติม ก็แจ้งยืนยันกับทางบริษัทประกันภัยด้วยครับ เพื่อให้ความคุ้มครองที่สมบูรณ์ และครบถ้วน และเริ่มคุ้มครองตั้งแต่บริษัทรับตกลงทำประกัน

2. รถยนต์ที่จะต่อประกันกับบริษัทเดิม หากเราแจ้งให้คุ้มครองต่อเนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เดิม ก็ไม่ต้องถ่ายรูปรถยนต์ คุ้มครองต่อเนื่องจากประกันเดิม ซึ่งปกติจะหมดเวลา 16.30 น.  แต่หากประกันภัยเดิมขาดต่อประกัน และหากยังประสงค์จะทำประกันชั้น 1 ต่อกับบริษัทเดิมอีก ก็ต้องตรวจสภาพ(ถ่ายรูปรถยนต์) เพื่อตรวจสอบว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีรอยหรือไม่ และจะรับประกันหรือไม่  ขนาดประกันเดิมขาดต่อแค่ 1 วัน ก็ต้องตรวจสภาพ (บางทีบริษัทประกันก็โหดเหมือนกัน)

3. รถยนต์ที่จะทำประกันกับบริษัทอื่นที่ไม่ใช่บริษัทเดิม (เปลี่ยนบริษัท) ถ้าเป็นประกันชั้น 1 แบบปกติแล้ว ต้องถ่ายรูปรถยนต์ (ตรวจสภาพรถยนต์) ด้วยครับ  ยกเว้นกรณีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แบบที่เก็บค่าเสียหายส่วนแรก (ExCESS-Deductible) อาจจะไม่ต้องถ่ายรูปรถยนต์ก็ได้   และมีบางบริษัทประกันภัยที่ไม่ต้องถ่ายรูปรถยนต์ (ขอสงวนไว้แล้วกันครับ) หากเดิมลูกค้าได้ทำประกันชั้น 1 มา  และประกันเดิมไม่ได้ขาดต่อ

และเคสที่ทำประกันชั้น 1 ต่างบริษัท และต้องถ่ายรูป-ตรวจสภาพรถยนต์ จะเริ่มคุ้มครองเมื่อไหร่ นี่คือคำถามที่ตั้งโจทย์ไว้ตั้งแต่แรก
โดย ปกติแล้ว เมื่อเราได้แจ้งทำประกันชั้น 1 แล้ว ทางบริษัทประกันภัย จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ประกันภัย มาเพื่อนัดหมายถ่ายรูปรถยนต์ แต่ในระหว่างที่่เรารอให้บริษัทมานั้น ความคุ้มครองจะกลายเป็นประกันภัยรถยนต์ประเภท 3  ง่ายๆ คือคุ้มครองเฉพาะคู่กรณี  ไม่คุ้มครองรถเรา เช่น
ประกันเดิมขาด ต่อ และจะแจ้งทำประกันชั้น 1 กับบริษัทประกันภัย และให้เริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม  แต่เจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันนัดหมายตรวจสภาพรถยนต์ ในวันที่ 18 ธันวาคม  ฉะนั้น อย่างน้อยในระหว่างวันที่ 15 -17 ธันวาคม นี้ จะได้รับความคุ้มครองแบบประเภท 3 ไปก่อน  โดยเมื่อทางบริษัทได้ดำเนินการตรวจสภาพแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะคุ้มครองในทันทีทันใดนะครับ จะต้องไปตรวจสอบสภาพรถยนต์ ว่ามีความเรียบร้อยหรือไม่ หากเรียบร้อย ก็คุ้มครองได้เลย ถือว่าคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม แต่หากรถยนต์มีความเสียหายเกินกว่าที่กำหนด หรือมีอุปกรณ์ตกแต่งมากเกินไป ก็อาจจะแจ้งปฏิเสธไม่รับทำประกันชั้น 1 หรือรับทำประกันชั้น 1 แต่กำหนดเงื่อนไขในการรับประกันต่อไป

ฉะนั้นเมื่อเราจะเปลี่ยน บริษัท เพื่อทำประกันชั้น 1 ควรจะเร่งให้ทางบริษัทติดต่อนัดหมายให้ถ่ายรูปรถยนต์เพื่อตรวจสภาพรถยนต์โดย เร็ว และถ้าเป็นไปได้ก็แจ้งทำประกันล่วงหน้าก่อนประกันจะหมด ช่วงประมาณ 1 เดือนก่อนประกันภัยเดิมจะหมด จึงจะสบายใจที่สุด

ข้อมูลประกันภัยดีๆ จากเว็บไซต์ www.saveprakan.com

Monday, December 3, 2012

ประกันภัยรถยนต์หมดมกราปีหน้าแล้ว จะต่อก่อนสิ้นปี หรือปีหน้าดี


หลายๆ ท่านได้รับรถยนต์ช่วงเดือนมกราคมในช่วงปีใหม่ และได้ทำประกันภัยรถยนต์ใน เวลาเดียวกัน แต่หากจะต่อประกันในปีถัดไป โดยเฉพาะในปี 2556 ควรจะต่อช่วงไหนดี ระหว่างเดือนธันวาคม ปลายปี ก่อนประกันหมด หรือช่วงเดือนมกราคม ซึ่งตรงกับเดือนที่ประกันหมด
แนวโน้มอัตรา เบี้ยประกันในปีหน้า จะสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนค่าแรงในการซ่อม หรือต้นทุนค่าอะไหล่ มีการปรับเพิ่มจำนวน 7- 10% ซึ่งเป็นผลโดยตรง หรือทางอ้อม จากอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่จะมีผลในปี 2556 ทั่วประเทศ แม้ว่าทางบริษัทจะประกันจะเลือกขยับเบี้ยประกันในกลุ่มรถยนต์ที่น่าจะมีความ เสี่ยงมากกว่า เช่นรถยนต์ขนาดเล็ก หรือกลุ่มอีโก คาร์
ฉะนั้น เรารถยนต์ของเราประกันจะหมดปีหน้า เดือนมกราคม ควรจะรีบทำประกันตั้งแต่เดือนธันวาคม  เพราะบริษัทประกันหลายๆ บริษัทยังใช้อัตราเบี้ยเดิมของปีเก่าอยู่ทำให้เบี้ยประกัน ยังเป็นตัวเลขที่เรารับได้  โดยปกติแล้วบริษัทประกันภัย จะเริ่มปรับเบี้ยในอัตราใหม่ของรถยนต์จะเป็นช่วงมกราคม – กุมภาพันธ์ ของแต่ละปี
คำตอบเริ่มจะกระจ่างกันมากขึ้นนะครับ ว่าเราควรทำประกันภัยรถยนต์ในช่วงใด ถึงจะมีแนวโน้มได้เบี้ยที่ถูกกว่า
ข้อมูลด้านประกันภัยดีจาก WWW.SAVEPRAKAN.COM